วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

วันอังคารที่ 13 ตุลาคม 2558

Recent Post 10
Science Experiences Management for Early Childhood
Tuesday 13 October 2558
Learning Goups 102 Time 13.30-17.30

knowledge (ความรู้ที่ได้รับ)
- นำเสนองานวิจัย เลขที่ 5 การจัดกระบวนการส่งเสริมทักษะวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
                           เลขที่ 6 การคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัยที่ได้รับกิจกรรมพื้นฐานทาง                                                 วิทยาศาสตร์
- สาระที่ควรเรียนรู้
 
- แบ่งกลุ่มสรุปเนื้อหาจากสาระที่ได้เรียนรู้ ได้หัวข้อเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่แวดล้อม เด็ก
   เลือกหน่วย  บ้าน       


หน่วย  บ้าน
เรื่องบ้านมีหัวข้อ  ดังนี้ 
1.สมาชิก
   พ่อ
   แม่
   ฉัน
   ปู่/ย่า
   ตา/ยาย
   ลุง/ป้า
   น้า/อา
2.ประเภท
    แบบเทาเฮาส์สองชั้น
    แบบบ้านเดี่ยว
3.ลักษณะ
   สี
   ขนาด (เล็ก,กลาง,ใหญ่)
   ส่วนประกอบ (หลังคา,ประตู,หน้าต่าง,บันได)
   ห้องต่างๆ ภายในห้อง (ห้องนอน,ห้องน้ำ,ห้องครัว,ห้องรับแขก)
   รูปทรง (สามเหลี่ยม,สี่เหลี่ยม)
   จำนวนชั้น (2ชั้น,3ชั้น,4ชั้น)
4.การดูแลรักษา
   กวาดพื้น
   ถูพื้น
   เช็ดฝุ่น
5.ประโยชน์
   พักผ่อน
   อยู่อาศัย
   บังแดดบังฝน
6.ข้อพึงระวัง
   บันไดมีความชัน

ทำของเล่นเกี่ยวข้องกับ  บ้าน
1.ของเล่นที่ใช้ในการทดลอง บ้านลูกโป่งลอยได้
2.ของเล่นเข้ามุม   บ้านไฟฉาย
3.ของเล่นประดิษฐ์ได้เอง พัดมายากล

skills (ทักษะที่ได้รับ)    
    ทักษะการวิเคราะห์
    ทักษะการถาม-ตอบ
    ทักษะการคิดสร้างสรรค์ผลงาน
Adoption (การนำไปใช้)
    นำการคิดเกี่ยวกับการออกแบบของประดิษฐ์ไปใช้ในสื่อการสอนต่อไป
Evaluation (การประเมิน)
Instructor Rating (ประเมินผู้สอน) มีการใช้การถามตอบ
Rating friends (ประเมินเพื่อน) ร่วมมือการปฎิบัติกิจกรรม ตั้งใจเรียนทุกคน
Self-evaluation (ประเมินตนเอง) ตั้งใจและร่วมมือปฎิบัติกิจกรรม

วันอังคารที่ 6 กันยายน 2558

Recent Post 9
Science Experiences Management for Early Childhood
Tuesday 22 October 2558
Learning Goups 102 Time 13.30-17.30

knowledge (ความรู้ที่ได้รับ)
- นำเสนองานวิจัย
- นำเสนอ "การประดิษฐ์ของเล่น"

ชื่อของเล่น  กลองหรรษาพาสนุก

วัสดุอุปกรณ์
   1.ลูกโป่ง
   2.กรรไกร
   3.กระป๋องมาม่า
   4.สก็อตเทป

วิธีทำ
   1.นำลูกโป่งมาตัดครึ่ง
  2.เอาลูกโป่งที่ตัดครึ่งแล้วมาครอบบนกระป๋องมาม่าให้สามารถดีดได้
  3.เอาสก็อตเทปพันระหว่างลูกโป่งและกระป๋องมาม่าให้แน่น
  4.ตกแต่งกลองให้สวยงาม

วิธีการเล่น
       นำกลองมาดีดให้เกิดเสียงดัง จากนั้นให้เด็กสังเกตเสียงเกิดได้อย่างไร เราสามารถเล่นของเล่นด้วยวิธีไหนได้บ้าง

หลักการทางวิทยาศาสตร์
           เสียงสูงเสียงต่ำ สิ่งที่ทำให้เสียงแต่ละเสียงสูงต่ำแตกต่างกันนั้น ขึ้นอยู่กับความเร็วในการสั่นสะเทือนของวัตถุ วัตถุที่สั่นเร็วเสียงจะสูงกว่าวัตถุที่สั่นช้า โดยจะมีหน่วยวัดความถี่ของการสั่นสะเทือนต่อวินาที

skills (ทักษะที่ได้รับ)    
     ทักษะการสังเกต
     ทักษะการถาม-ตอบ
     ทักษะการคิด
Adoption (การนำไปใช้)
    นำความรู้จากของเล่นของตนเองและเพื่อนๆ ไปใช้เป็นแนวทางในการประดิษฐ์ต่อไป
Evaluation (การประเมิน)
Instructor Rating (ประเมินผู้สอน) มีการถาม-ตอบ แต่งกายเรียบร้อย
Rating friends (ประเมินเพื่อน) มีความตั้งใจปฎิบัติกิจกรรมทุกคน
Self-evaluation (ประเมินตนเอง) ตั้งใจเสนอกิจกรรมอย่างตั้งใจ

วันอังคารที่ 29 กันยายน 2558

Recent Post 8
Science Experiences Management for Early Childhood
Tuesday 29 September 2558
learning groups 102 Time 13.30-17.30.



                                                               
Midterm



วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2558

โทรทัศน์ครู




สรุปวิทยาศาสตร์ปฐมวัยจากโทรทัศน์ครู

 จุดประกายนักวิทยาศาสตร์น้อย อ.เฉลิมชัย  
ชื่อหน่วยการเรียนรู้ "เสียงมาจากไหน"
             เสียงเกิดจากการสั่นของแหล่งกำเนิดเสียงและเคลื่อนที่จากแหล่งกำเนิดเสียงทุกทิศทุกทางโดยอาศัยตัวกลาง พลังงานจากการสั่นไปยังเยื่อแก้วหู และส่งสัญญาณไปยังสมอง ทาให้เกิดได้ยินเสียง 
              แหล่งกำเนิดเสียงที่สั่นด้วยความถี่ต่ำจะทำให้เกิดเสียงต่ำหรือเสียงทุ้ม แต่ถ้าแหล่งกำเนิดเสียง สั่นด้วยความถี่สูง จะเกิดเสียงสูงหรือเสียงแหลม มนุษย์จะได้ยินเสียงที่มีความถี่ระหว่าง 20 – 20,000 เฮิรตซ์ เสียงดนตรีมีระดับเสียงสูงต่าแตกต่างกัน ถ้าเสียงความถี่หนึ่ง ๆ มาถึงหูมีพลังงานมากจะทาให้ได้ยินเสียงดังมากกว่า เสียงที่มีพลังงานน้อย 
เสียงเป็นพลังงานอย่างหนึ่งที่เกิดจากการสั่นจากวัตถุที่เป็นแหล่งกำเนิดเสียงโดยอาศัยตัวกลาง ซึ่งได้แก่ ของแข็ง ของเหลว และอากาศ
        เกิดจากการสั่นของวัตถุด้วยความถี่สูง จะเกิดเสียงสูง หรือเสียงแหลม ถ้าเกิดสั่นของวัตถุด้วยความถี่ต่า จะเกิดเสียงต่ำหรือเสียงทุ้ม ความถี่มีหน่วยเป็นเฮิรตซ์          ถ้าวัตถุสั่นด้วยพลังงานมาก เสียงจะดังมาก ถ้าวัตถุสั่นด้วยพลังงานน้อย จะเกิดเสียงค่อย ความดังมีหน่วยเป็นเดซิเบล
คำถามที่ครูใช้ถามเด็ก
1.เสียงเกิดจากอะไร 
2.ตัวกลางเสียงได้แก่อะไรบ้าง 
3.เสียงสูงเสียงต่ำเกิดจากอะไร 
4.เสียงดังเสียงค่อยเกิดจากอะไร

1.ครูและนักเรียนแสดงการทดลองวิทยาศาสตร์ (science show )เรื่องเสียง.เช่นเสียงคลื่นจากเมล็ดถั่วเขียว. เสียงการสั่นของแม่เหล็ก..เสียงดนตรีจากกระป๋องน้าอัดลมเพื่อเร้าความสนใจให้กับนักเรียน จากนั้นให้นักเรียนตอบคาถามว่าเป็นเสียงอะไร ครูทดลองเสียงหลายๆแบบ จากนั้นครูเป่าแตรกระป๋องให้เกิดเสียง ให้นักเรียนซักถามแตรกรกระป๋องเกิดเสียงได้อย่างไร 
2.ครูสนทนากับนักเรียนเกี่ยวกับเสียง ว่าถ้าไม่ได้ยินเสียงจะเกิดอะไรขึ้น โดยใช้คาถาม จากคาถามสร้างพลังความคิด และคาถามประจาหน่วยการเรียนรู้ให้นักเรียนแสดงความคิดเห็น 
3.ครูให้นักเรียนเอามือจับลาคอแล้วให้นักเรียนพูด เกิดอะไรขึ้นที่ลาคอ จากนั้นให้นักเรียน 1 คนออกมาทดลองหน้าห้องโดยโรยเกลือลงบนแผ่นพลาสติกที่มัดให้ตึงกับตะกร้าแล้วตะโกนลงบนแผ่นพลาสติกว่าเกิดอะไรขึ้นกับเม็ดเกลือ ( เม็ดเกลือสั่น ) แล้วเกิดเสียง หรือให้นักเรียนใช้มือถูกับขอบแก้วทรงสูง จะเกิดอะไรขึ้น 
4. ครูสนทนากับนักเรียนเกี่ยวกับเสียงเดินทางอย่างไร (เสียงผ่านตัวกลาง) เช่นครูพูดกับนักเรียน นักเรียนได้ยินเสียง เสียงเดินทางผ่านตัวกลางอะไร จากนั้นครูให้นักเรียน 2 คน ออกมาพูดโทรศัพท์กระป๋องโดยใช้สายโทรศัพท์เส้นเชือก เส้นเอ็น เส้นลวด แล้วฟังเสียง ที่เดินทางมายังหูได้ยินชัดหรือไม่ ครูซักถามว่าเสียงเดินทางอย่างไร ให้นักเรียนในห้องแสดงความคิดเห็น ( ถ้านักเรียนสนใจอยากทดลองนอกห้องก็ให้ทดลองนอกห้องเรียน) 
5.ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มดีดสายยางรัดของที่ตึงกับตะปู เคาะส้อมเสียงแล้วฟังเสียง เกิดเสียงอย่างไร การเคาะขวดที่มีน้า และเคาะขวดที่ไม่มีน้า ครูอธิบายเพิ่มเติมการสั่นเร็วสั่นสั่นช้าของวัตถุ ว่าเกิดเสียงอย่างไร ( เกิดเสียงสูงต่า เสียงดังเสียงค่อย ) 
6.ให้นักเรียนสร้างสรรค์เสียงจากกระป๋อง โดยครูอธิบายวิธีการทำแตรกระป๋อง จากนั้นให้นักเรียนทุกกลุ่มสร้างแตรกระป๋องที่นักเรียนเตรียมมา เมื่อทำแตรกระป๋องเสร็จให้ออกมาเป่าเป็นเสียงต่างๆ ให้เพื่อนจินตนาการและทายว่าเป็นเสียงอะไร ครูส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์โดยให้ตัวแทนนักเรียนออกมาเป่าแตรกระป๋องเป็นเสียงดนตรี 
7.ครูซักถามนักเรียนประโยชน์ที่ได้จากการนำกระป๋องมาทำเป็นเสียงดนตรี ว่าให้ประโยชน์อย่างไร แล้วให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดการออกแบบโครงงานการทำโทรศัพท์กระป๋อง 
8.ครูและนักเรียนช่วยกันสรุปเกี่ยวกับเรื่องเสียง การเกิดเสียง ตัวกลางเสียง และเสียงสูงต่า เสียงดังเสียงค่อย จากนั้นให้นักเรียนไปทำสิ่งประดิษฐ์ที่ทำให้เกิดเสียง แล้วส่งในชั่วโมงต่อไป
สื่อและแหล่งเรียนรู้
1.คำถามชวนคิด 2.ขวดถั่วเขียว 3.เกลือ 4 .ยางรัดของ 5.ตะปู 6.ส้อมเสียง 7.ขวดใส่น้า 
8.แก้วทรงสูง 9. อุปกรณ์การทาแตรกระป๋อง 10.โทรศัพท์กระป๋อง 11.แบบฝึกหัด 

วันอังคารที่ 22 กันยายน 2558

Recent Post 7
Science Experiences Management for Early Childhood
Tuesday 22 September 2558

learning groups 102 Time 13.30-17.30.

knowledge (ความรู้ที่ได้รับ)
- นำเสนอกิจกรรม
   วิทยาศาสตร์ต่างๆ
การเรียนรู้ คือ พฤติกรรม
วิธีการเรียนรู้ จัดให้สอดคล้องกับพัฒนาการ
ความสามารถ คือ การทำงานของสมอง

skills (ทักษะที่ได้รับ)    ทักษะการวิเคราะห์
    ทักษะการถาม-ตอบ
    ทักษะการคิด
Adoption (การนำไปใช้)
    นำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนวิชา วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยต่อไป
Evaluation (การประเมิน)
Instructor Rating (ประเมินผู้สอน) มีการใช้การถาม ตอบ ทำให้นักศึกษาได้คิด
Rating friends (ประเมินเพื่อน) ตั้งใจทำกิจกรรม
Self-evaluation (ประเมินตนเอง) เข้าใจในเนื้อหามากขึ้น

วันอังคารที่ 15 กันยายน 2558

Recent Post 6
Science Experiences Management for Early Childhood
Tuesday 15 September 2558
learning groups 102 Time 13.30-17.30.


knowledge (ความรู้ที่ได้รับ)


การทำงานของสมอง

- ทฤษฎีการเรียนรู้ จอร์น เพียเจต์
จอห์น เพียเจต์ (พ.ศ. 2439 – 2523) Jean Piaget (ค.ศ.1896 – 1980) ผู้สร้างทฤษฎีพัฒนาการเชาวน์ปัญญา   ทฤษฎีเกี่ยวกับพัฒนาการเชาวน์ปัญญาที่ผู้เขียนเห็นว่ามีประโยชน์สำหรับครู คือ ทฤษฎีของนัก
เพียเจต์ ( Piaget) ได้ศึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการทางด้านความคิดของเด็กว่ามีขั้นตอนหรือกระบวนการ
ทฤษฎีของเพียเจต์ตั้งอยู่บนรากฐานของทั้งองค์ประกอบที่เป็นพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม
ทฤษฎีการเรียนรู้
ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ มีสาระสรุปได้ดังนี้
1) พัฒนาการทางสติปัญญาของบุคคลเป็นไปตามวัยต่าง ๆ เป็นลำดับขั้น ดังนี้
1.1ขั้นประสาทรับรู้และการเคลื่อนไหว (Sensori Motor Stage) ขั้นนี้เริ่มตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 2 ปี
1.2) ขั้นก่อนปฏิบัติการคิด (Preoperational Stage) ขั้นนี้เริ่มตั้งแต่อายุ 2-7 ปี แบ่งออกเป็นขั้นย่อยอีก           2 ขั้น คือ
    1. ขั้นก่อนเกิดสังกัป เป็นขั้นพัฒนาการของเด็กอายุ 2-4 ปี
    2. ขั้นการคิดแบบญาณหยั่งรู้ นึกออกเองโดยไม่ใช้เหตุผล เป็นขั้นพัฒนาการของเด็ก อายุ 4-7 ปี
1.3) ขั้นปฏิบัติการคิดด้านรูปธรรม (Concrete Operation Stage) ขั้นนี้จะเริ่มจากอายุ 7-11 ปี
1.4) ขั้นปฏิบัติการคิดด้วยนามธรรม (Formal Operational Stage) ขั้นนี้จะเริ่มจากอายุ 11-15 ปี

การเรียนรู้อย่างมีความสุข 
1.การเรียนรู้จากการปฎิบัติจริง
2.การเรียนรู้แบบองค์รมที่ครอบคลุมพัฒนาการทุกด้าน

skills (ทักษะที่ได้รับ)
   ทักษะการคิด
   ทักษะการ ถาม-ตอบ

Adoption (การนำไปใช้)
    นำไปศึกษาต่อและเกิดความรู้ที่แปลกใหม่

Evaluation (การประเมิน)
Instructor Rating (ประเมินผู้สอน) มีการใช้การถาม ตอบ อธิบายเนื้อหาได้อย่างเข้าใจ
Rating friends (ประเมินเพื่อน)ตั้งใจในการเรียนการสอน
Self-evaluation (ประเมินตนเอง) เข้าใจเนื้อหาที่เรียนมากขึ้น

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2558

วันอังคารที่ 8 กันยายน 2558

Recent Post 5
Science Experiences Management for Early Childhood
Tuesday 8 September 2558
learning groups 102 Time 13.30-17.30.

Knowledge (ความรู้ที่ได้รับ)

ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์

พัฒนาการทางสติปัญญาของบุคคลเป็นไปตามวัยต่าง ๆ เป็นลำดับขั้น ดังนี้
ขั้นประสาทรับรู้และการเคลื่อนไหว (Sensori-Motor Stage) ขั้นนี้เริ่มตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 2 ปี พฤติกรรมของเด็กในวัยนี้ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวเป็นส่วนใหญ่ ในวัยนี้เด็กแสดงออกทางด้านร่างกายให้เห็นว่ามีสติปัญญาด้วยการกระทำ เด็กสามารถแก้ปัญหาได้  เป็นการเลียนแบบ พยายามแก้ปัญหาแบบลองผิดลองถูก
ขั้นก่อนปฏิบัติการคิด (Preoperational Stage) ขั้นนี้เริ่มตั้งแต่อายุ 2-7 ปี แบ่งออกเป็นขั้นย่อยอีก 2 ขั้น คือ
 - ขั้นก่อนเกิดสังกัป (Preconceptual Thought) เป็นขั้นพัฒนาการของเด็กอายุ 2-4 ปี เป็นช่วงที่เด็กเริ่มมีเหตุผลเบื้องต้น สามารถจะโยงความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ หรือมากกว่ามาเป็นเหตุผลเกี่ยวโยงซึ่งกันและกัน แต่เหตุผลของเด็กวัยนี้ยังมีขอบเขตจำกัดอยู่
- ขั้นการคิดแบบญาณหยั่งรู้ นึกออกเองโดยไม่ใช้เหตุผล (Intuitive Thought) เป็นขั้นพัฒนาการของเด็ก อายุ 4-7 ปี ขั้นนี้เด็กจะเกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ รวมตัวดีขึ้น รู้จักแยกประเภทและแยกชิ้นส่วนของวัตถุ เข้าใจความหมายของจำนวนเลข เริ่มมีพัฒนาการเกี่ยวกับการอนุรักษ์ แต่ไม่แจ่มชัดนัก สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้โดยไม่คิดเตรียมล่วงหน้าไว้ก่อน
ขั้นปฏิบัติการคิดด้านรูปธรรม (Concrete Operation Stage) ขั้นนี้จะเริ่มจากอายุ 7-11 ปี พัฒนาการทางด้านสติปัญญาและความคิดของเด็กวัยนี้สามารถสร้างกฎเกณฑ์และตั้งเกณฑ์ในการแบ่งสิ่งแวดล้อมออกเป็นหมวดหมู่ได้ เด็กวัยนี้สามารถที่จะเข้าใจเหตุผล
ขั้นปฏิบัติการคิดด้วยนามธรรม (Formal Operational Stage) นี้จะเริ่มจากอายุ 11-15 ปี ในขั้นนี้พัฒนาการทางสติปัญญาและความคิดของเด็กวัยนี้เป็นขั้นสุดยอด คือเด็กในวัยนี้จะเริ่มคิดแบบผู้ใหญ่ ความคิดแบบเด็กจะสิ้นสุดลง เด็กจะสามารถที่จะคิดหาเหตุผลนอกเหนือไปจากข้อมูลที่มีอยู่ สามารถที่จะคิดแบบนักวิทยาศาสตร์ สามารถที่จะตั้งสมมุติฐานและทฤษฎี และเห็นว่าความเป็นจริงที่เห็นด้วยการรับรู้ที่สำคัญเท่ากับความคิดกับสิ่งที่อาจจะเป็นไปได้

กิจกรรม(Activity)
- กิจกรรมพับกระดาษ โดยฝึกการเชื่อมโยงในด้านวิทยาศาสตร์อย่างมีเหตุผล

skills (ทักษะที่ได้รับ)
ทักษะการคิด
ทักษะการ ถาม-ตอบ
ทักษะการแก้ปัญหา
ทักษะการคิดวิเคราะห์

Adoption (การนำไปใช้)
สามารถนำความรู้ ไปใช้ในการสอน การพัฒนาตัวเองต่อไป

Evaluation (การประเมิน)

Instructor Rating (ประเมินผู้สอน) มีการใช้เทคนิคที่หลากหลายเข้าใจกิจรรมเพิ่มขึ้น
Rating friends (ประเมินเพื่อน) ให้ความร่วมมือ ในการเรียนการสอนทุกคน
Self-evaluation (ประเมินตนเอง) เข้าใจเนื้อหาเพิ่มขึ้น